วันอาทิตย์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2552

บทวิเคราะห์ mai จากสถาบันวิจัยนครหลวงไทย 28 ส.ค. 2552

จัดทำโดย น.ส.ธนัชพร จินดามณีโรจน์ 5005106011
การเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลทั้งทางตรงผ่านการลงทุนในโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ และการกระตุ้นการบริโภคทางอ้อมผ่านโครงการต่างๆ อาทิ เช็คช่วยชาติ เป็นต้น ส่งผลบวกที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น ทำให้เศรษฐกิจภายในประเทศเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัว ดังเห็นได้จากตัวเลข GDP ใน Q2/52 ที่ปรับตัวดีขึ้นจาก -7.1% ใน Q1/52 เป็น -4.9% สำหรับ แผนกระตุ้นเศรษฐกิจระยะที่ 2 หรือแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งปี 2555 ซึ่งมีวงเงินรวม 1,431,330 ล้านบาท คาดจะทำให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบผ่านการลงทุนด้านสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ในช่วง 3 ปีข้างหน้า (2552-2554) อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งจะช่วยหนุนให้แนวโน้มผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียน mai ตั้งแต่ใน 2H/52 เป็นต้นไปกลับมาขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง
สำหรับผลการดำเนินงานช่วง Q2/52 ของบริษัทในกลุ่ม mai จำนวน 46 บริษัทที่ประกาศออกมา สามารถแบ่งได้ออกเป็น 2 กลุ่มดังนี้ 1) กลุ่มที่เริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัว ประกอบด้วยได้แก่ กลุ่มสื่อและสิ่งพิมพ์ รวมถึงกลุ่มผู้ผลิตภาคอุตสาหกรรม กลุ่มผู้ให้บริการทั้งในด้านของอุตสาหกรรมและด้านการเงิน 2) กลุ่มที่ยังไม่ฟื้นตัว ได้แก่ กลุ่มที่มีความเกี่ยวข้องกับสินค้าโภคภัณฑ์ กลุ่มสื่อสาร กลุ่มวัสดุและรับเหมาก่อสร้าง ทั้งนี้ หากพิจารณาในกลุ่มที่เริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัว พบว่าการกระตุ้นการบริโภคและการลงทุน ส่งผลให้รายได้โดยรวมของกลุ่มปรับตัวดีขึ้นชัดเจน qoq นอกจากนี้ ความผ่อนคลายในการให้สินเชื่อของธนาคาพาณิชย์ ส่งผลให้เม็ดเงินจากธนาคารพาณิชย์สามารถกระจายครอบคลุมไปยังอุตสาหกรรมต่างๆ ซึ่งช่วยหนุนให้ผลการดำเนินงานของผู้ประกอบการใน mai เริ่มปรับตัวดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ความผันผวนของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่เกิดขึ้นในช่วง 2Q/52 ประกอบกับ การเร่งงานก่อสร้างส่วนใหญ่ไปแล้วใน Q1/52 และผลจากช่วงของฤดูกาล ทำให้ภาคการก่อสร้างและความต้องการใช้วัสดุก่อสร้าง รวมถึงกลุ่มสื่อสารใน Q2/52 เริ่มชะลอตัว qoq และส่งผลต่อเนื่องให้ผลการดำเนินงานของกลุ่มดังกล่าวยังไม่ฟื้นตัว สำหรับแนวโน้มผลประกอบการในช่วง 2H/52 ของบริษัทในกลุ่ม mai SCRI คาดจะปรับตัวดีขึ้น hoh โดยเฉพาะกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคและการลงทนในประเทศ อาทิ กลุ่มสื่อและสิ่งพิมพ์ กลุ่มวัสดุและรับเหมาก่อสร้าง รวมถึงกลุ่มผู้ผลิตภาคอุตสาหกรรมและกลุ่มผู้ให้บริการทั้งในด้านของอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตาม ทิศทางของราคาสินค้าโภคภัณฑ์อาทิ ถ่านหิน เหล็ก ในช่วง 2H/52 คาดจะยังทรงตัว ทำให้ผู้ประกอบการในกลุ่มยังไม่สามารถปรับราคาขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนการผลิตที่เริ่มปรับขึ้นได้ ปัจจัยดังกล่าวจะกระทบให้ผลการดำเนินงานของกลุ่มดังกล่าวยังอยู่ในระดับต่ำกว่าผู้ประกอบการรายอื่นในตลาด mai ทั้งนี้ SCRI กล่าวโดยสรุปได้ว่า ผลประกอบการของบริษัทในกลุ่ม mai ส่วนใหญ่ได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วในช่วง 1H/52 และด้วยโครงสร้างธุรกิจที่มีความยืดหยุ่นและยังมีความแข็งแกร่ง ดังเห็นได้จากภาระหนี้ต่อทุน ณ งวด 6 เดือนแรกของปี 2552 ของกลุ่ม mai ยังอยู่ในระดับต่ำเพียง 1.35 เท่า เปรียบเทียบกับบริษัทใน SET ที่ระดับ 1.45 เท่า ทำให้บริษัทมีความพร้อมรองรับการเติบโตที่จะเกิดขึ้นในอนาคตจากการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล นอกจากนี้ การลงทุนในหุ้นตลาด mai เป็นอีกทางเลือกที่สร้างผลตอบแทนจากเงินปันผลในช่วงปีที่ผ่านมาเฉลี่ยสูงกว่า 5.92% ต่อปี เปรียบเทียบกับผลตอบแทนจากเงินปันผลในตลาด SET ที่ระดับ 4.26% SCRI ได้ทำการศึกษาบริษัทใน mai จำนวน 10 บริษัท พบว่าภาพรวมของธุรกิจยังมีความมั่นคงและคาดผลประกอบการปี 2552 จะเติบโต 7% yoy อีกทั้ง ฐานะการเงินบริษัทยังมีความแข็งแกร่ง และมีสภาพคล่องทางการเงินในระดับสูง ส่งผลให้สามารถจ่ายเงินปันผลที่ให้ผลตอบแทนสูงถึง 6.2% ต่อปี ดังนั้น แนะนำ ลงทุนใน TNDT/ TNH/ TPAC/ TRT และ UMS โดยมีราคาเหมาะสมตามปัจจัยพื้นฐานเท่ากับ 4.8 บาท 9 บาท บาท 6.60 บาท 9 บาท และ 17.50 บาท ตามลำดับ

ที่มา www.ryt9.com

คำถาม
1.การกระตุ้นการบริโภคทางอ้อมผ่านโครงการต่างๆ ได้แก่อะไรบ้าง
2.กลุ่มที่เริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัว ได้แก่กลุ่มอะไรบ้าง
3.กลุ่มที่ยังไม่ฟื้นตัว ได้แก่กลุ่มอะไรบ้าง

วันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ข้าวหอมมะลิในAFET ทำลายสถิติปริมาณซื้อขายสูงสุด (New High) นับแต่เปิดทำการซื้อขาย สอดรับการประมูลข้าวของรัฐบาล อิงราคาในAFET

จัดทำโดย นางสาว เปรมวดี เตชะพงศ์ประเสริฐ
5005106021

การซื้อขายข้าวหอมมะลิ (BHMR) ในวันนี้ (21 ส.ค.) มีผู้เข้ามาซื้อขายจำนวนมาก ประกอบด้วยผู้ที่ชนะการประมูลส่วนต่างราคา (Basis) ผู้ประกอบการโรงสี ผู้ส่งออกและนักลงทุนทั่วไป โดยราคาทั้งในตลาดจริง และตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า AFET ได้มีการปรับตัวผันผวนอยู่ในช่วงราคา 29.45 — 31.35 บาท/กิโลกรัม ตั้งแต่วันที่ 6 สิงหาคม 2552 เป็นต้นมา จนกระทั่งวันที่ 20 สิงหาคม ราคาล่วงหน้าใน AFET มาอยู่ในระดับ 30.00 บาท/กิโลกรัม อย่างไรก็ตามการซื้อขายในวันนี้มีความคึกคักจนทำลายสถิติการซื้อขายใน AFET นับตั้งแต่เปิดทำการซื้อขาย (28 พ.ค. 2547) ทำให้ราคาปรับตัวกลับมาสูงขึ้นจากเดิม 0.20 บาท/กิโลกรัม หรือประมาณ 3,000 บาท/สัญญาล่วงหน้า 1 สัญญา จนราคามาปิดที่ 30.20 บาทตอนสิ้นวัน ส่งผลให้มีการซื้อขายข้าวหอมมะลิทั้งสิ้น 2,014 สัญญาหรือ 30,210 ตัน และคาดว่าจะมีการซื้อขายข้าวหอมมะลิล่วงหน้าไปอย่างต่อเนื่อง

คำถาม
1.AFET ได้ปรับตัวผันผวนอยู่ในช่วงราคาใด ณ วันที่ 21 ส.ค.
2.สัญญาในการซื้อขายข้าวหอมมะลิกี่สัญญา
3.ให้วิเคราะห์ข้อมุลข้างต้นนี้

วันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ก.ค.เริ่มดีขึ้น แนะจับตา 4 ปัจจัย

จัดทำบทความโดย นางสาวจตุพร ญาณนิธิกุล 5005106017

ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ก.ค.เริ่มดีขึ้น แนะจับตา 4 ปัจจัย

หอการค้าไทย เผย ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน ก.ค.ปรับตัวดีขึ้นเป็นเดือนที่สองในรอบ 6 เดือน ขณะที่ผู้บริโภคยังกังวลปัญหาการชะลอตัวของเศรษฐกิจ และการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 พร้อมแนะจับตา 4 ปัจจัยลบ
นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค โดยระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเดือนกรกฎาคม 2552 อยู่ที่ระดับ 73.4 ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่สองในรอบ 6 เดือน ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2552 เป็นต้นมา แต่ยังต่ำกว่าระดับ 100 ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 61 แสดงให้เห็นว่า ผู้บริโภคยังไม่มั่นใจในสถานการณ์ต่างๆ โดยเฉพาะการชะลอตัวของเศรษฐกิจไทย และเศรษฐกิจโลก
นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนทางการเมือง และการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ก็ยังเป็นตัวแปรกดดันความเชื่อมั่นในอนาคต สำหรับ ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในในระยะ 6 เดือนข้างหน้า หอการค้า เชื่อว่า น่าจะปรับตัวดีขึ้นจากระดับ 74.7 ในเดือนมิถุนายน 2552 สู่ระดับ 75.6 ในเดือนกรกฎาคม 2552 ซึ่งเป็นการปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นเดือนที่สองในรอบ 6 เดือน
นายธนวรรธน์ กล่าวด้วยว่า หากรัฐบาลสามารถเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจได้ในเดือนกันยายน โดยเฉพาะการลดราคาน้ำมัน จะเป็นการช่วยบรรเทาปัญหาเศรษฐกิจในช่วงนี้ไปได้ ส่วนปัญหาไข้หวัดใหญ่ 2009 ยังไม่เกิดผลในทางจิตวิทยาด้านลบมากนัก โดยมองว่าตัวเลขเศรษฐกิจจะกลับมาเป็นบวกในไตรมาศที่ 4 ร้อยละ 1-2 และจะปรับตัวดีขึ้นในปี 2553
ส่วนปัจจัยลบที่จะส่งผลให้ตัวเลขเศรษฐกิจเป็นลบในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้มี 4 ปัจจัย คือ เศรษฐกิจโลกที่ทรุดตัวลง ความไม่มีเสถียรภาพทางการเมือง ปัญหาการลุกลามของไข้หวัดใหญ่ 2009 และราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่สูงเกิน 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

คำถาม
1.อะไรเป็นตัวแปรกดดันความเชื่อมั่นในอนาคต
2.ปัจจัยลบที่จะส่งผลให้ตัวเลขเศรษฐกิจเป็นลบในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้มี 4 ปัจจัย คืออะไรบ้าง
3.ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย