วันอาทิตย์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2552

บินไทยเนื้อเต้น รับรางวัลสายการบินดีเด่นโลก
จัดทำโดย น.ส. มณฑารพ วงษ์สว่าง 5005106005




การบินไทย ได้รับ 3 รางวัลสายการบินดีเด่นของโลก ประจำปี 2009 ในการจัดอันดับแบบสำรวจความคิดเห็น Best in Travel Poll จากเว็บไซต์ สมาร์ท แทรเวล เอเชีย...พล.อ.อ.ณรงค์ศักดิ์ สังขพงศ์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่อาวุโส สำนักเลขานุการ รักษาการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า นับเป็นความภาคภูมิใจอีกครั้งของการบินไทยในฐานะสายการบินแห่งชาติที่ยังคง รักษามาตรฐานในการให้บริการอยู่ในอันดับต้น ๆ ของสายการบินทั่วโลก แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมาจะมีปัจจัยหลายๆ ด้าน อาทิ สภาวะเศรษฐกิจโลก การระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ และทำให้บริษัทฯ จะต้องมีมาตรการต่าง ๆ เช่น การควบคุมและลดค่าใช้จ่าย เพื่อช่วยให้บริษัทฯ สามารถแข่งขันกับคู่แข่งได้ และสามารถยืนหยัดก้าวต่อไปอย่างมั่นคง แต่หนึ่งในสิ่งที่การบินไทยยังคงรักษามาตรฐานระดับโลกไว้นั่นคือ มาตรฐานการบริการที่เป็นเลิศเพื่อสร้างความพึงพอใจให้แก่ผู้ใช้บริการ พล.อ.อ.ณรงค์ศักดิ์ กล่าวว่า ซึ่งในปีนี้ บริษัทฯ ได้รับรางวัลสายการบินดีเด่นของโลก (Best in Travel Poll 2009) ถึง 3 รางวัล จากเว็บไซต์ท่องเที่ยว สมาร์ท แทรเวล เอเชีย ได้แก่ รางวัลยอดเยี่ยมอันดับ 2 ประเภท การบริการบนเครื่องบินดีเด่น ,รางวัลยอดเยี่ยมอันดับ 3 ประเภท สายการบินดีเด่นของโลก , รางวัลยอดเยี่ยมอันดับ 3 ประเภท ชั้นธุรกิจดีเด่นทั้งนี้รางวัล สมาร์ท แทรเวล เอเชีย 2009 เป็นรางวัลที่ได้จากผลการโหวตความนิยมของผู้โดยสารผ่านทางเว็บไซต์ www.smarttravelasia.com โดยกลุ่มผู้อ่านเป็นซึ่งเป็นกลุ่มผู้ที่มีความนิยมในการ เดินทางและอยู่ในธุรกิจการท่องเที่ยว สายการบิน และโรงแรมกว่า 1ล้านคนทั่วโลก.

Q: เว็บไซต์ท่องเที่ยว สมาร์ท แทรเวล การบินไทยได้รับรางวัลอะไรบ้าง
Q: ผู้ที่โหวตจากทางเว็บไซต์ท่องเที่ยว สมาร์ท แทรเวล นิยมใช้บริการด้านใด
Q: พล.อ.อ.ณรงค์ศักดิ์ สังขพงศ์ มีตำแหน่งอะไรในการบินไทย จำกัด (มหาชน
)

วันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2552

ข่าวการผลิต การตลาด ผลิตผลการเกษตร: มันสำปะหลัง

จัดทำโดย น.ส.ศศิธร ปิ่นวิเศษ 5005106025
1. สรุปภาวะการผลิต การตลาด และราคาภายในประเทศ การผลิต สัปดาห์นี้ฝนตกกระจายมากขึ้น แต่ในบางพื้นที่ยังมีปัญหาฝนทิ้งช่วง ทำให้การระบาดของเพลี้ยกระจายเป็นวงกว้างมากขึ้นในจังหวัดกำแพงเพชร นครราชสีมา บุรีรัมย์ ซึ่งเกษตรกรควรหมั่นดูแลแปลงมัน หากพบเพลี้ยหรือแมลงศัตรูอื่นควรดำเนินการกำจัดโดยเร็ว และสำหรับเกษตรกรที่ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนผู้ปลูกมันสำปะหลัง ขอให้เร่งติดต่อเกษตรตำบลในพื้นที่ เพื่อแจ้งจดทะเบียนและรับประโยชน์จากโครงการประกันราคามันสำปะหลัง
google_protectAndRun("render_ads.js::google_render_ad", google_handleError, google_render_ad);
การตลาด ผลผลิตออกสู่ตลาดน้อย ลานมันหยุดการดำเนินการตากมันเส้น เนื่องจากฝนตกต่อเนื่อง ส่วนโรงแป้งมีการนำเข้าหัวมันสดจากประเทศเพื่อนบ้านมาแปรสภาพ ราคาที่เกษตรกรขายได้ทั้งประเทศประจำสัปดาห์ สรุปได้ดังนี้ ราคาหัวมันสำปะหลังสด สัปดาห์นี้เฉลี่ยกิโลกรัมละ 1.30 บาท ราคาสูงขึ้นจากกิโลกรัมละ 1.28 บาท ในสัปดาห์ก่อนคิดเป็นร้อยละ 1.56 ราคามันเส้น สัปดาห์นี้เฉลี่ย กิโลกรัมละ 2.43 บาท ราคาลดลงจากกิโลกรัมละ 2.50 บาท ในสัปดาห์ก่อนคิดเป็นร้อยละ 2.8 ราคาขายส่งในตลาดกรุงเทพฯ ราคาขายส่งมันเส้น สัปดาห์นี้เฉลี่ยกิโลกรัมละ 4.10 บาท ราคาทรงตัวเท่ากับสัปดาห์ก่อน ราคาขายส่งมันอัดเม็ด สัปดาห์นี้ไม่มีรายงานราคา ราคาขายส่งแป้งมันสำปะหลังชนิดดี สัปดาห์นี้เฉลี่ยกิโลกรัมละ 11.80 บาท ราคาทรงตัวเท่ากับสัปดาห์ก่อน ราคาส่งออก เอฟ.โอ.บี ราคาส่งออกมันเส้น สัปดาห์นี้เฉลี่ยตันละ 141 ดอลลาร์สหรัฐ หรือตันละ 4,763 บาท ราคาสูงขึ้นจากตันละ 137.50 ดอลลาร์สหรัฐในสัปดาห์ก่อน และสูงขึ้นในรูปของเงินบาทตันละ 119 บาท ราคาส่งออกมันอัดเม็ด สัปดาห์นี้ไม่มีรายงานราคา ราคาส่งออกแป้งมันสำปะหลัง สัปดาห์นี้เฉลี่ยตันละ 275 ดอลลาร์สหรัฐ หรือตันละ 9,291 บาท ราคาสูงขึ้นจากตันละ 272.50 ดอลลาร์สหรัฐในสัปดาห์ก่อน และสูงขึ้นในรูปของเงินบาทตันละ 86 บาท


คำถาม
1.ราคาส่งออกมันเส้น สัปดาห์นี้เฉลี่ยตันละกี่ ดอลลาร์สหรัฐ
2.การระบาดของเพลี้ยกระจายเป็นวงกว้างมากขึ้นในจังหวัดได
3.ผลผลิตออกสู่ตลาดน้อย ลานมันหยุดการดำเนินการตากมันเส้นหรือดำเนินการตากมันเส้นต่อไป

วันอาทิตย์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2552

บทวิเคราะห์ mai จากสถาบันวิจัยนครหลวงไทย 28 ส.ค. 2552

จัดทำโดย น.ส.ธนัชพร จินดามณีโรจน์ 5005106011
การเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลทั้งทางตรงผ่านการลงทุนในโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ และการกระตุ้นการบริโภคทางอ้อมผ่านโครงการต่างๆ อาทิ เช็คช่วยชาติ เป็นต้น ส่งผลบวกที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น ทำให้เศรษฐกิจภายในประเทศเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัว ดังเห็นได้จากตัวเลข GDP ใน Q2/52 ที่ปรับตัวดีขึ้นจาก -7.1% ใน Q1/52 เป็น -4.9% สำหรับ แผนกระตุ้นเศรษฐกิจระยะที่ 2 หรือแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งปี 2555 ซึ่งมีวงเงินรวม 1,431,330 ล้านบาท คาดจะทำให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบผ่านการลงทุนด้านสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ในช่วง 3 ปีข้างหน้า (2552-2554) อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งจะช่วยหนุนให้แนวโน้มผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียน mai ตั้งแต่ใน 2H/52 เป็นต้นไปกลับมาขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง
สำหรับผลการดำเนินงานช่วง Q2/52 ของบริษัทในกลุ่ม mai จำนวน 46 บริษัทที่ประกาศออกมา สามารถแบ่งได้ออกเป็น 2 กลุ่มดังนี้ 1) กลุ่มที่เริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัว ประกอบด้วยได้แก่ กลุ่มสื่อและสิ่งพิมพ์ รวมถึงกลุ่มผู้ผลิตภาคอุตสาหกรรม กลุ่มผู้ให้บริการทั้งในด้านของอุตสาหกรรมและด้านการเงิน 2) กลุ่มที่ยังไม่ฟื้นตัว ได้แก่ กลุ่มที่มีความเกี่ยวข้องกับสินค้าโภคภัณฑ์ กลุ่มสื่อสาร กลุ่มวัสดุและรับเหมาก่อสร้าง ทั้งนี้ หากพิจารณาในกลุ่มที่เริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัว พบว่าการกระตุ้นการบริโภคและการลงทุน ส่งผลให้รายได้โดยรวมของกลุ่มปรับตัวดีขึ้นชัดเจน qoq นอกจากนี้ ความผ่อนคลายในการให้สินเชื่อของธนาคาพาณิชย์ ส่งผลให้เม็ดเงินจากธนาคารพาณิชย์สามารถกระจายครอบคลุมไปยังอุตสาหกรรมต่างๆ ซึ่งช่วยหนุนให้ผลการดำเนินงานของผู้ประกอบการใน mai เริ่มปรับตัวดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ความผันผวนของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่เกิดขึ้นในช่วง 2Q/52 ประกอบกับ การเร่งงานก่อสร้างส่วนใหญ่ไปแล้วใน Q1/52 และผลจากช่วงของฤดูกาล ทำให้ภาคการก่อสร้างและความต้องการใช้วัสดุก่อสร้าง รวมถึงกลุ่มสื่อสารใน Q2/52 เริ่มชะลอตัว qoq และส่งผลต่อเนื่องให้ผลการดำเนินงานของกลุ่มดังกล่าวยังไม่ฟื้นตัว สำหรับแนวโน้มผลประกอบการในช่วง 2H/52 ของบริษัทในกลุ่ม mai SCRI คาดจะปรับตัวดีขึ้น hoh โดยเฉพาะกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคและการลงทนในประเทศ อาทิ กลุ่มสื่อและสิ่งพิมพ์ กลุ่มวัสดุและรับเหมาก่อสร้าง รวมถึงกลุ่มผู้ผลิตภาคอุตสาหกรรมและกลุ่มผู้ให้บริการทั้งในด้านของอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตาม ทิศทางของราคาสินค้าโภคภัณฑ์อาทิ ถ่านหิน เหล็ก ในช่วง 2H/52 คาดจะยังทรงตัว ทำให้ผู้ประกอบการในกลุ่มยังไม่สามารถปรับราคาขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนการผลิตที่เริ่มปรับขึ้นได้ ปัจจัยดังกล่าวจะกระทบให้ผลการดำเนินงานของกลุ่มดังกล่าวยังอยู่ในระดับต่ำกว่าผู้ประกอบการรายอื่นในตลาด mai ทั้งนี้ SCRI กล่าวโดยสรุปได้ว่า ผลประกอบการของบริษัทในกลุ่ม mai ส่วนใหญ่ได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วในช่วง 1H/52 และด้วยโครงสร้างธุรกิจที่มีความยืดหยุ่นและยังมีความแข็งแกร่ง ดังเห็นได้จากภาระหนี้ต่อทุน ณ งวด 6 เดือนแรกของปี 2552 ของกลุ่ม mai ยังอยู่ในระดับต่ำเพียง 1.35 เท่า เปรียบเทียบกับบริษัทใน SET ที่ระดับ 1.45 เท่า ทำให้บริษัทมีความพร้อมรองรับการเติบโตที่จะเกิดขึ้นในอนาคตจากการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล นอกจากนี้ การลงทุนในหุ้นตลาด mai เป็นอีกทางเลือกที่สร้างผลตอบแทนจากเงินปันผลในช่วงปีที่ผ่านมาเฉลี่ยสูงกว่า 5.92% ต่อปี เปรียบเทียบกับผลตอบแทนจากเงินปันผลในตลาด SET ที่ระดับ 4.26% SCRI ได้ทำการศึกษาบริษัทใน mai จำนวน 10 บริษัท พบว่าภาพรวมของธุรกิจยังมีความมั่นคงและคาดผลประกอบการปี 2552 จะเติบโต 7% yoy อีกทั้ง ฐานะการเงินบริษัทยังมีความแข็งแกร่ง และมีสภาพคล่องทางการเงินในระดับสูง ส่งผลให้สามารถจ่ายเงินปันผลที่ให้ผลตอบแทนสูงถึง 6.2% ต่อปี ดังนั้น แนะนำ ลงทุนใน TNDT/ TNH/ TPAC/ TRT และ UMS โดยมีราคาเหมาะสมตามปัจจัยพื้นฐานเท่ากับ 4.8 บาท 9 บาท บาท 6.60 บาท 9 บาท และ 17.50 บาท ตามลำดับ

ที่มา www.ryt9.com

คำถาม
1.การกระตุ้นการบริโภคทางอ้อมผ่านโครงการต่างๆ ได้แก่อะไรบ้าง
2.กลุ่มที่เริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัว ได้แก่กลุ่มอะไรบ้าง
3.กลุ่มที่ยังไม่ฟื้นตัว ได้แก่กลุ่มอะไรบ้าง

วันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ข้าวหอมมะลิในAFET ทำลายสถิติปริมาณซื้อขายสูงสุด (New High) นับแต่เปิดทำการซื้อขาย สอดรับการประมูลข้าวของรัฐบาล อิงราคาในAFET

จัดทำโดย นางสาว เปรมวดี เตชะพงศ์ประเสริฐ
5005106021

การซื้อขายข้าวหอมมะลิ (BHMR) ในวันนี้ (21 ส.ค.) มีผู้เข้ามาซื้อขายจำนวนมาก ประกอบด้วยผู้ที่ชนะการประมูลส่วนต่างราคา (Basis) ผู้ประกอบการโรงสี ผู้ส่งออกและนักลงทุนทั่วไป โดยราคาทั้งในตลาดจริง และตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า AFET ได้มีการปรับตัวผันผวนอยู่ในช่วงราคา 29.45 — 31.35 บาท/กิโลกรัม ตั้งแต่วันที่ 6 สิงหาคม 2552 เป็นต้นมา จนกระทั่งวันที่ 20 สิงหาคม ราคาล่วงหน้าใน AFET มาอยู่ในระดับ 30.00 บาท/กิโลกรัม อย่างไรก็ตามการซื้อขายในวันนี้มีความคึกคักจนทำลายสถิติการซื้อขายใน AFET นับตั้งแต่เปิดทำการซื้อขาย (28 พ.ค. 2547) ทำให้ราคาปรับตัวกลับมาสูงขึ้นจากเดิม 0.20 บาท/กิโลกรัม หรือประมาณ 3,000 บาท/สัญญาล่วงหน้า 1 สัญญา จนราคามาปิดที่ 30.20 บาทตอนสิ้นวัน ส่งผลให้มีการซื้อขายข้าวหอมมะลิทั้งสิ้น 2,014 สัญญาหรือ 30,210 ตัน และคาดว่าจะมีการซื้อขายข้าวหอมมะลิล่วงหน้าไปอย่างต่อเนื่อง

คำถาม
1.AFET ได้ปรับตัวผันผวนอยู่ในช่วงราคาใด ณ วันที่ 21 ส.ค.
2.สัญญาในการซื้อขายข้าวหอมมะลิกี่สัญญา
3.ให้วิเคราะห์ข้อมุลข้างต้นนี้

วันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ก.ค.เริ่มดีขึ้น แนะจับตา 4 ปัจจัย

จัดทำบทความโดย นางสาวจตุพร ญาณนิธิกุล 5005106017

ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ก.ค.เริ่มดีขึ้น แนะจับตา 4 ปัจจัย

หอการค้าไทย เผย ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน ก.ค.ปรับตัวดีขึ้นเป็นเดือนที่สองในรอบ 6 เดือน ขณะที่ผู้บริโภคยังกังวลปัญหาการชะลอตัวของเศรษฐกิจ และการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 พร้อมแนะจับตา 4 ปัจจัยลบ
นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค โดยระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเดือนกรกฎาคม 2552 อยู่ที่ระดับ 73.4 ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่สองในรอบ 6 เดือน ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2552 เป็นต้นมา แต่ยังต่ำกว่าระดับ 100 ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 61 แสดงให้เห็นว่า ผู้บริโภคยังไม่มั่นใจในสถานการณ์ต่างๆ โดยเฉพาะการชะลอตัวของเศรษฐกิจไทย และเศรษฐกิจโลก
นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนทางการเมือง และการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ก็ยังเป็นตัวแปรกดดันความเชื่อมั่นในอนาคต สำหรับ ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในในระยะ 6 เดือนข้างหน้า หอการค้า เชื่อว่า น่าจะปรับตัวดีขึ้นจากระดับ 74.7 ในเดือนมิถุนายน 2552 สู่ระดับ 75.6 ในเดือนกรกฎาคม 2552 ซึ่งเป็นการปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นเดือนที่สองในรอบ 6 เดือน
นายธนวรรธน์ กล่าวด้วยว่า หากรัฐบาลสามารถเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจได้ในเดือนกันยายน โดยเฉพาะการลดราคาน้ำมัน จะเป็นการช่วยบรรเทาปัญหาเศรษฐกิจในช่วงนี้ไปได้ ส่วนปัญหาไข้หวัดใหญ่ 2009 ยังไม่เกิดผลในทางจิตวิทยาด้านลบมากนัก โดยมองว่าตัวเลขเศรษฐกิจจะกลับมาเป็นบวกในไตรมาศที่ 4 ร้อยละ 1-2 และจะปรับตัวดีขึ้นในปี 2553
ส่วนปัจจัยลบที่จะส่งผลให้ตัวเลขเศรษฐกิจเป็นลบในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้มี 4 ปัจจัย คือ เศรษฐกิจโลกที่ทรุดตัวลง ความไม่มีเสถียรภาพทางการเมือง ปัญหาการลุกลามของไข้หวัดใหญ่ 2009 และราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่สูงเกิน 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

คำถาม
1.อะไรเป็นตัวแปรกดดันความเชื่อมั่นในอนาคต
2.ปัจจัยลบที่จะส่งผลให้ตัวเลขเศรษฐกิจเป็นลบในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้มี 4 ปัจจัย คืออะไรบ้าง
3.ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

วันอาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

TFEX News :TFEX ครึ่งปีแรก

นางสาวปารวรรณ จันทร์เนตร
5005106008
TFEX ครึ่งปีแรกเทรดกว่าหมื่นสัญญาต่อวัน เดินหน้าเพิ่มสินค้าเตรียมศึกษาเทรดดอกเบี้ยล่วงหน้าตลาดอนุพันธ์ (TFEX) เผยผลการดำเนินงานในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2552 ยังน่าพอใจ โดยมีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ย 10,678 สัญญาต่อวัน เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 62.5 จากช่วงเดียวกันของปี2551 คาด Stock Futures จะได้รับความสนใจมากขึ้น พร้อมศึกษาเตรียมเทรดดอกเบี้ยล่วงหน้า เพื่อให้มีสินค้าตอบสนองผู้ลงทุนทุกกลุ่มนางเกศรา มัญชุศรี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตลาดอนุพันธ์ (ประเทศไทย) จำกัด มหาชน เปิดเผยว่า"ในช่วงครึ่งปีแรก ผลการดำเนินงานของ TFEX โดยรวมยังอยู่ในระดับที่น่าพอใจ ทั้งในแง่ปริมาณการซื้อขายและจำนวนผู้ลงทุน ซึ่งเป็นผลมาจากการเพิ่มสินค้า รับสมาชิกใหม่ การทำการตลาดและการให้ความรู้แก่ผู้ลงทุนและผู้ที่เกี่ยวข้อง"ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2552 การซื้อขายใน TFEX มีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 452,828 ล้านบาท หรือเฉลี่ย3,886 ล้านบาทต่อวัน ในเชิงปริมาณการซื้อขายนั้น TFEX มีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ย 10,678 สัญญาต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 62.5 จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ระดับ 6,571 สัญญาต่อวัน และมีจำนวนบัญชีซื้อขาย อนุพันธ์ (ณ 30 มิ.ย. 2552) 22,659 บัญชี เพิ่มขึ้นร้อยละ 42.6 จากปีก่อนหน้า และในปีนี้ TFEX ได้จัดให้มีการซื้อขายสินค้าใหม่ 2 ประเภท ได้แก่ Gold Futures ซึ่งเริ่มซื้อขายในเดือนกุมภาพันธ์ และเพิ่มจำนวนหุ้นอ้างอิงของ Stock Futures อีก 11 ตัว ในเดือนมิถุนายน ซึ่งแม้สินค้าทั้งสองประเภทนั้นยังอยู่ในช่วงแรกของการซื้อขาย แต่ก็ได้รับความสนใจจากผู้ลงทุนพอสมควรและมีแนวโน้มที่จะเติบโตต่อไปนอกจากนี้ TFEX ยังอยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ในการซื้อขายดอกเบี้ยล่วงหน้า ทั้งนี้ คาดว่าจะดำเนินการได้ในช่วงประมาณกลางปีหน้าในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา TFEX ได้รับสมาชิกผู้ค้าทองจำนวน 5 ราย เพื่อเป็นการสนับสนุนการซื้อขาย GoldFutures ให้ผู้ลงทุนมีช่องทางการซื้อขายครอบคลุมมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ TFEX ยังได้ประสานงานกับธนาคารแห่งประเทศไทยในการอนุญาตให้ผู้ดูแลสภาพคล่องใน Gold Futures ของ TFEX สามารถไปซื้อขาย Gold Futures และ ETF ทองคำในต่างประเทศได้ เพื่อช่วยให้ผู้ดูแลสภาพคล่องสามารถบริหารความเสี่ยงจากการปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมกันนี้ TFEX ยังมีนโยบายส่งเสริมให้มีผู้ดูแลสภาพคล่องในสินค้าอื่นๆ โดยเฉพาะ SET50 Options และ Stock Futures เพื่อเสริมสภาพคล่องให้สินค้า ซึ่ง TFEX อยู่ระหว่างปรับปรุงเกณฑ์การปฏิบัติงานและการให้ผลตอบแทนให้เหมาะสมโบรกเกอร์อนุพันธ์ที่มีปริมาณการซื้อขายในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2552 สูงสุด 5 ลำดับแรก มีการซื้อขายเป็นร้อยละ 43.51 ของการซื้อขายรวม ได้แก่ บล. กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ร้อยละ 11.02 รองลงมาคือ บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) ร้อยละ 10.49 บล. เคจีไอ (ประเทศไทย) ร้อยละ 8.68 บล.ทรีนิตี้ ร้อยละ 8.05และ บล. ภัทร ร้อยละ 5.27 ทั้งนี้ มีสัดส่วนการซื้อขายผ่านระบบอินเทอร์เน็ตร้อยละ 17.53"สำหรับในช่วงครึ่งปีหลัง TFEX จะเน้นการโปรโมทและให้ความรู้เกี่ยวกับ SET50 Options โดยจะเน้นการเรียนรู้จากเกมจำลองการซื้อขายอนุพันธ์ หรือ TFEX Simulation 2009: Click2WIN ซึ่งเริ่มโครงการแล้วในเดือนกรกฎาคมนี้ และจะเน้นการให้ความรู้เกี่ยวกับ Stock Futures เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ลงทุนก่อนที่จะเข้ามาซื้อขาย โดย TFEX เชื่อมั่นว่าหากผู้ลงทุนมีความเข้าใจในสินค้าอย่างดีแล้ว สินค้าทั้งสองจะช่วยสร้างความน่าสนใจให้กับตลาดอนุพันธ์ และช่วยให้ปริมาณการซื้อขายเติบโตได้"นางเกศรากล่าวเสริม สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ S-E-T Call Center 0-2229-2222 เว็บไซต์www.tfex.co.th

คำถาม
1.ในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา TFEX ได้รับสมาชิกผู้ค้าทองจำนวน 5 ราย เพื่อเป็นการสนับสนุนการซื้อขาย อะไร
2.TFEX มีนโยบายส่งเสริมให้มีผู้ดูแลสภาพคล่องในสินค้าอื่นๆ โดยเฉพาะ SET50 Options และ Stock Futures เพื่อส่งเสริมอะไร
3.สำหรับในช่วงครึ่งปีหลัง TFEX จะเน้นการโปรโมทและให้ความรู้เกี่ยวกับ SET50 Options โดยจะเน้นการเรียนรู้จากอะไร

วันอาทิตย์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

จี้เพิ่มคุ้มครองประกันไข้หวัด


จัดทำโดย น.ส. มณฑารพ วงษ์สว่าง 5005106005


คปภ.แก้ ก.ม.เพิ่มความคุ้มครองผู้เอาประกันภัยตาม พ.ร.บ. กรณีบาดเจ็บจ่ายเพิ่ม 35,000 บาท ตายจ่าย 2 แสน พร้อมคลอดกรมธรรม์ประกันชีวิตแบบบำนาญครั้งแรกในไทย จี้บ.ประกันชีวิตเพิ่มคุ้มครองผู้เอาประกันติดเชื้อหวัด 2009.. นางจันทรา บูรณฤกษ์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) เผยว่า ขณะนี้สำนักงานได้แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถแล้ว โดยจะเพิ่มความคุ้มครองกรณีบาดเจ็บ สูญเสียอวัยวะ หรือทุพพลภาพ เป็น 35,000 บาท เดิม 15,000 บาท ส่วนกรณีเสียชีวิตจะเพิ่มเป็น 200,000 บาท เดิม 100,000 บาท และเพิ่มการจ่ายชดเชยรายวันกรณีเข้ารักษาในโรงพยาบาลเป็นวันละ 200 บาท แต่ไม่เกิน 20 วัน ทั้งนี้ ได้เสนอกระทรวงการคลัง หากเห็นชอบจะเสนอ ครม. จากนั้นจึงจะออกเป็นกฎกระทรวงการคลังเพื่อให้มีผลบังคับใช้นอกจากนี้ สำนักงานยังได้ร่วมกับสมาชิกประกันชีวิตไทยออกกรมธรรม์ประกันชีวิตแบบบำนาญ ซึ่งเป็นกรมธรรม์แบบใหม่และเป็นครั้งแรกในไทย ซึ่งการจ่ายผลประโยชน์แบบบำนาญมีดังนี้คือ 1. ผลประโยชน์กรณีผู้เอาประกันเสียชีวิต แบ่งเป็น 2 ช่วงคือ ช่วงชำระเบี้ยประกันภัยจ่ายผลประโยชน์ไม่สูงมาก เช่น คืนเบี้ยประกันภัยที่ชำระมาแล้วทั้งหมด และช่วงรับเงินบำนาญจ่ายผลต่างของจำนวนเบี้ยประกันภัยสะสมกับเงินบำนาญรายงวดที่บริษัทประกันชีวิตได้จ่ายไปแล้วและ 2.ผลประโยชน์กรณีผู้เอาประกันภัยอยู่รับเงินบำนาญ โดยผู้เอาประกันต้องอายุครบ 55 ปีขึ้นไป จ่ายเงินบำนาญรายงวดจนกระทั่งผู้เอาประกันเสียชีวิตหรือมีอายุครบ 85 ปี และจ่ายผลประโยชน์เป็นรายปีหรือน้อยกว่ารายปี เช่น ราย 3 เดือน เป็นต้น ทั้งนี้ ผู้เอาประกันสามารถชำระเบี้ยประกันภัยเป็นรายปีหรือแบบครั้งเดียว ซึ่งสามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่สายด่วนประกันภัย 1186นอกจากนี้ นางจันทรายังได้เผยถึงการระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ว่า สำนักงานพยายามผลักดันให้บริษัทประกันชีวิตเพิ่มความคุ้มครองผู้เอาประกันภัยกรณีได้รับเชื้อไข้หวัดใหญ่ 2009 ให้มากขึ้นโดยไม่คิดเบี้ยประกันเพิ่ม โดยได้ขอความร่วมมือให้บริษัทประกันชีวิตที่มีกรมธรรม์แนบท้ายประกันสุขภาพ (พีเอ) เพิ่มค่ารักษาพยาบาลให้กับผู้เอาประกันที่ได้รับเชื้อและเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเป็น 2 เท่าของอัตราปกติและเพิ่มค่าชดเชยรายวันเป็น 2 เท่าของอัตราปกติเช่นกัน แต่ไม่เกินรายละ 10,000 บาท ส่วนในกรณีเสียชีวิตบริษัทจะจ่ายเป็นกรณีพิเศษอีก 50% ของทุนเอาประกัน หรือไม่เกิน 1 ล้านบาท หรือ 2 ล้านบาทแล้วแต่กรณี ทั้งหมดนี้จะมีระยะเวลาการคุ้มครองตั้งแต่เดือน พ.ค.-ก.ย.นี้ ซึ่งขณะนี้มีบริษัทประกันชีวิต 3 แห่งที่ให้ความร่วมมือจากจำนวนบริษัทประกันชีวิตในไทยทั้งหมด 25 แห่ง นายสาระ ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการ บริษัทเมืองไทยประกันชีวิต จำกัด ในฐานะนายกสมาคมประกันชีวิตไทย เปิดเผยว่า จากข้อมูล ณ 12 มิ.ย.ถึงปัจจุบัน มีผู้ถือกรมธรรม์ได้รับการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ 2009 ทั้งสิ้น 2,234 ราย จากจำนวนบริษัทประกันชีวิต 17 บริษัท ในจำนวนนี้มี 11 บริษัทที่มีผู้ถือกรมธรรม์ได้ทำการเคลม และเป็นผู้ป่วยในโรงพยาบาล 2,231 ราย วงเงิน 35.7 ล้านบาท จ่ายค่าชดเชยรายได้ 210 ราย คิดเป็นเม็ดเงินกว่า 1 ล้านบาท และมีผู้เสียชีวิต 3 ราย เป็นเม็ดเงินสินไหม 2.7 ล้านบาท.ทีมข่าวเศรษฐกิจ


Q1:พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถเพิ่มความคุ้มครองกรณีอะไรบ้าง

Q2:จากQ1จากเดิมเท่าไรและเพิ่มขึ้นเท่าไร

Q3:ใครคือนายกสมาคมประกันชีวิต